Skip to main content
guest
Join
|
Help
|
Sign In
natsasi
Home
guest
|
Join
|
Help
|
Sign In
natsasi
Wiki Home
Recent Changes
Pages and Files
Members
ประวัติความเป็นมาของขนมไทย
การแบ่งประเภทของขนมไทย
วัตถุดิบในการปรุงขนมไทย
ขนมไทยภาคเหนือ
ขนมไทยภาคกลาง
ขนมไทยภาคอีสาน
ขนมไทยภาคใต้
ขนมไทยในงานเทศกาล
ขนมไทยตามความเชื่อ
ขนมที่มีชื่อเสียงเฉพาะถิ่ง
ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากขนมของชาติอื่น
social network
ประวัติผู้จัดทำ
ติดต่อผู้จัดทำ
Free นาฬิกาน่ารัก
องค์ประกอบของดนตรีไทย
Edit
0
3
…
0
Tags
No tags
Notify
RSS
Backlinks
Source
Print
Export (PDF)
1. เสียง (Tone)
เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเสียงอึกทึกหรือเสียงรบกวนเกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่ไม่สม่ำเสมอ ลักษณะความแตกต่างของเสียงขึ้นอยู่กับคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ
1.1 ระดับเสียง (Pitch)
หมายถึง ระดับความสูงต่ำของเสียง ซึ่งเกิดจากจำนวนความถี่ของการสั่นสะเทือน กล่าวคือ ถ้าเสียงมีความถี่สูง ลักษณะการสั่นสะเทือนเร็ว จะส่งผลให้มีระดับเสียงสูง แต่ถ้าหากเสียงมีความถี่ต่ำ ลักษณะการสั่นสะเทือนช้า จะส่งผลให้มีระดับเสียงต่ำ
1.2 ความสั้น-ยาวของเสียง (Duration)
เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งของการกำหนดลีลา จังหวะ การสร้างความสั้น-ยาวของเสียง อาจสังเกตได้จากลีลาการกรอระนาดเอก ฆ้องวง ส่วนซออาจแสดงออกมาในลักษณะของการลากคันชักยาวๆ
1.3 ความเข้มของเสียง (Intensity)
ความเข้มของเสียงเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของความหนักเบาของเสียง ความเข้มของเสียงจะช่วยให้เสียงมีลีลาจังหวะที่สมบูรณ์ ในกรณีของดนตรีไทยจะปรากฏอย่างเด่นชัดในเพลงเชิดจีน
1.4 คุณภาพของเสียง (Quality)
เกิดจากคุณภาพของแหล่งกำเนิดเสียงที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น วิธีการผลิตเสียง รูปทรงของแหล่งกำเนิดเสียง วัสดุที่ใช้ทำแหล่งกำเนิดเสียง เป็นต้น ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ทำให้ผู้ฟังสามารถแยกแยะสีสันของเสียงระหว่างเครื่องดนตรีเครื่องหนึ่งกับอีกเครื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจน
2. พื้นฐานจังหวะ (Element of Time)
จังหวะในดนตรีไทยสามารถแยกพิจารณาได้ 2 ประเภท คือ
2.1 จังหวะภายใน
เป็นจังหวะที่เกื้อหนุนและแฝงอยู่ในลีลาทำนอง ได้แก่ ความช้า-เร็ว (Tempo) ความหนัก-เบา (Accent) และลีลาจังหวะ (Rhythm)
2.2 จังหวะภายนอก
เป็นจังหวะที่เสริมเพิ่มเติมจากจังหวะภายใน สามารถแยกได้จากลีลาของทำนอง เป็นจังหวะที่เพิ่มเติมให้กับลีลาทำนอง ทำให้มีสีสันมากขึ้น โดยมีเครื่องดนตรีประเภทใช้ทำจังหวะเป็นสื่อผลิตเสียง จังหวะภายนอกสามารถแยกเป็น 2 ประเภท คือ จังหวะฉิ่งและจังหวะหน้าทับ
3. ทำนอง (Melody)
เป็นการจัดระเบียบของเสียงที่เกี่ยวข้องกับความสูง-ต่ำ ความสั้น-ยาว และความดัง-เบา คุณสมบัติเหล่านี้เมื่อนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของความช้า-เร็ว จะเป็นองค์ประกอบของดนตรีที่ผู้ฟังสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุด ทำนองของดนตรีไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ทำนองหลักและทำนองตกแต่ง
3.1 ทำนองหลัก
เป็นเนื้อทำนองที่แท้จริงของเพลงไทย ในหมู่นักดนตรีไทยเรียกกันว่า “ลูกฆ้อง” อาศัยการประดิษฐ์ทำนองโดยยึดลีลาของทำนองฆ้องวงใหญ่เป็นหลัก
3.2 ทำนองตกแต่ง
เป็นการประดิษฐ์ตกแต่ง ประดับประดาทำนองหลักหรือลูกฆ้องให้มีความไพเราะเหมาะสมกับเครื่องดนตรีแต่ละประเภท
4. พื้นผิวของเสียง (Texture)
พื้นผิวในเชิงดนตรี หมายถึง ลักษณะหรือรูปแบบของเสียงทั้งที่ประสานสัมพันธ์และไม่ประสานสัมพันธ์ โดยอาจจะเป็นการนำเสียงมาบรรเลงซ้อนกันหรือพร้อมกัน ซึ่งอาจพบทั้งในแนวตั้งและแนวนอนตามกระบวนการประพันธ์เพลง ผลรวมของเสียงหรือแนวทั้งหมดเหล่านั้น จัดเป็นพื้นผิวตามนัยของดนตรีทั้งสิ้น ลักษณะรูปแบบพื้นผิวของเสียงมีอยู่หลายรูปแบบ ดังนี้
4.1 Monophonic Texture
เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่มีแนวทำนองเดียว ไม่มีเสียงประสาน
4.2 Polyphonic Texture
เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่ประกอบด้วยแนวทำนองตั้งแต่สองแนวทำนองขึ้นไป และสามารถประสานกลมกลืนไปด้วยกัน
4.3 Homophonic Texture
เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่ประสานด้วยแนวทำนองเดียว โดยมีกลุ่มเสียง (Chords) ทำหน้าที่สนับสนุน
4.4 Heterophonic Texture
เป็นรูปแบบของแนวเสียงที่มีทำนองหลายทำนอง แต่ละแนวมีความสำคัญเท่ากันทุกแนว ซึ่งอาจจะบรรเลงโดยระนาดเอก ระนาดทุ้ม ขลุ่ย ต่างมีอิสระในการสร้างลีลาของทำนองตามธรรมชาติของเครื่องดนตรีแต่ละเครื่อง แต่ต้องอยู่ในกรอบของทำนองหลัก (ลูกฆ้อง) ร่วมกัน
5. สีสันของเสียง (Tone Color)
หมายถึง คุณลักษณะของเสียงที่แตกต่างกัน แหล่งกำเนิดเสียงดังกล่าวเป็นไปได้ทั้งที่เป็นเสียงร้องของมนุษย์และเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ความหลากหลายด้านสีสันของเสียงประกอบด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันหลายประการ เช่น วิธีการบรรเลง วัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรี รูปทรง ขนาด เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อสีสันของเสียงเครื่องดนตรี ทำให้เกิดคุณลักษณะของเสียงที่แตกต่างกันออกไป
6. คีตลักษณ์ (Forms)
หมายถึง รูปแบบของเพลง เปรียบเสมือนกรอบที่หลอมรวมเอาจังหวะ ทำนอง พื้นผิว และสีสันของเสียงให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพลงที่มีขนาดสั้น-ยาว วนกลับไปมา ล้วนเป็นสาระสำคัญของคีตลักษณ์ทั้งสิ้น
Javascript Required
You need to enable Javascript in your browser to edit pages.
help on how to format text
Turn off "Getting Started"
Home
...
Loading...
1.1 ระดับเสียง (Pitch) หมายถึง ระดับความสูงต่ำของเสียง ซึ่งเกิดจากจำนวนความถี่ของการสั่นสะเทือน กล่าวคือ ถ้าเสียงมีความถี่สูง ลักษณะการสั่นสะเทือนเร็ว จะส่งผลให้มีระดับเสียงสูง แต่ถ้าหากเสียงมีความถี่ต่ำ ลักษณะการสั่นสะเทือนช้า จะส่งผลให้มีระดับเสียงต่ำ
1.2 ความสั้น-ยาวของเสียง (Duration) เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งของการกำหนดลีลา จังหวะ การสร้างความสั้น-ยาวของเสียง อาจสังเกตได้จากลีลาการกรอระนาดเอก ฆ้องวง ส่วนซออาจแสดงออกมาในลักษณะของการลากคันชักยาวๆ
1.3 ความเข้มของเสียง (Intensity) ความเข้มของเสียงเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของความหนักเบาของเสียง ความเข้มของเสียงจะช่วยให้เสียงมีลีลาจังหวะที่สมบูรณ์ ในกรณีของดนตรีไทยจะปรากฏอย่างเด่นชัดในเพลงเชิดจีน
1.4 คุณภาพของเสียง (Quality) เกิดจากคุณภาพของแหล่งกำเนิดเสียงที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น วิธีการผลิตเสียง รูปทรงของแหล่งกำเนิดเสียง วัสดุที่ใช้ทำแหล่งกำเนิดเสียง เป็นต้น ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ทำให้ผู้ฟังสามารถแยกแยะสีสันของเสียงระหว่างเครื่องดนตรีเครื่องหนึ่งกับอีกเครื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจน
2. พื้นฐานจังหวะ (Element of Time) จังหวะในดนตรีไทยสามารถแยกพิจารณาได้ 2 ประเภท คือ
2.1 จังหวะภายใน เป็นจังหวะที่เกื้อหนุนและแฝงอยู่ในลีลาทำนอง ได้แก่ ความช้า-เร็ว (Tempo) ความหนัก-เบา (Accent) และลีลาจังหวะ (Rhythm)
2.2 จังหวะภายนอก เป็นจังหวะที่เสริมเพิ่มเติมจากจังหวะภายใน สามารถแยกได้จากลีลาของทำนอง เป็นจังหวะที่เพิ่มเติมให้กับลีลาทำนอง ทำให้มีสีสันมากขึ้น โดยมีเครื่องดนตรีประเภทใช้ทำจังหวะเป็นสื่อผลิตเสียง จังหวะภายนอกสามารถแยกเป็น 2 ประเภท คือ จังหวะฉิ่งและจังหวะหน้าทับ
3. ทำนอง (Melody) เป็นการจัดระเบียบของเสียงที่เกี่ยวข้องกับความสูง-ต่ำ ความสั้น-ยาว และความดัง-เบา คุณสมบัติเหล่านี้เมื่อนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของความช้า-เร็ว จะเป็นองค์ประกอบของดนตรีที่ผู้ฟังสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุด ทำนองของดนตรีไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ทำนองหลักและทำนองตกแต่ง
3.1 ทำนองหลัก เป็นเนื้อทำนองที่แท้จริงของเพลงไทย ในหมู่นักดนตรีไทยเรียกกันว่า “ลูกฆ้อง” อาศัยการประดิษฐ์ทำนองโดยยึดลีลาของทำนองฆ้องวงใหญ่เป็นหลัก
3.2 ทำนองตกแต่ง เป็นการประดิษฐ์ตกแต่ง ประดับประดาทำนองหลักหรือลูกฆ้องให้มีความไพเราะเหมาะสมกับเครื่องดนตรีแต่ละประเภท
4. พื้นผิวของเสียง (Texture) พื้นผิวในเชิงดนตรี หมายถึง ลักษณะหรือรูปแบบของเสียงทั้งที่ประสานสัมพันธ์และไม่ประสานสัมพันธ์ โดยอาจจะเป็นการนำเสียงมาบรรเลงซ้อนกันหรือพร้อมกัน ซึ่งอาจพบทั้งในแนวตั้งและแนวนอนตามกระบวนการประพันธ์เพลง ผลรวมของเสียงหรือแนวทั้งหมดเหล่านั้น จัดเป็นพื้นผิวตามนัยของดนตรีทั้งสิ้น ลักษณะรูปแบบพื้นผิวของเสียงมีอยู่หลายรูปแบบ ดังนี้
4.1 Monophonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่มีแนวทำนองเดียว ไม่มีเสียงประสาน
4.2 Polyphonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่ประกอบด้วยแนวทำนองตั้งแต่สองแนวทำนองขึ้นไป และสามารถประสานกลมกลืนไปด้วยกัน
4.3 Homophonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่ประสานด้วยแนวทำนองเดียว โดยมีกลุ่มเสียง (Chords) ทำหน้าที่สนับสนุน
4.4 Heterophonic Texture เป็นรูปแบบของแนวเสียงที่มีทำนองหลายทำนอง แต่ละแนวมีความสำคัญเท่ากันทุกแนว ซึ่งอาจจะบรรเลงโดยระนาดเอก ระนาดทุ้ม ขลุ่ย ต่างมีอิสระในการสร้างลีลาของทำนองตามธรรมชาติของเครื่องดนตรีแต่ละเครื่อง แต่ต้องอยู่ในกรอบของทำนองหลัก (ลูกฆ้อง) ร่วมกัน
5. สีสันของเสียง (Tone Color) หมายถึง คุณลักษณะของเสียงที่แตกต่างกัน แหล่งกำเนิดเสียงดังกล่าวเป็นไปได้ทั้งที่เป็นเสียงร้องของมนุษย์และเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ความหลากหลายด้านสีสันของเสียงประกอบด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันหลายประการ เช่น วิธีการบรรเลง วัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรี รูปทรง ขนาด เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อสีสันของเสียงเครื่องดนตรี ทำให้เกิดคุณลักษณะของเสียงที่แตกต่างกันออกไป
6. คีตลักษณ์ (Forms) หมายถึง รูปแบบของเพลง เปรียบเสมือนกรอบที่หลอมรวมเอาจังหวะ ทำนอง พื้นผิว และสีสันของเสียงให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพลงที่มีขนาดสั้น-ยาว วนกลับไปมา ล้วนเป็นสาระสำคัญของคีตลักษณ์ทั้งสิ้น