1. เสียง (Tone) เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเสียงอึกทึกหรือเสียงรบกวนเกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่ไม่สม่ำเสมอ ลักษณะความแตกต่างของเสียงขึ้นอยู่กับคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ

1.1 ระดับเสียง (Pitch) หมายถึง ระดับความสูงต่ำของเสียง ซึ่งเกิดจากจำนวนความถี่ของการสั่นสะเทือน กล่าวคือ ถ้าเสียงมีความถี่สูง ลักษณะการสั่นสะเทือนเร็ว จะส่งผลให้มีระดับเสียงสูง แต่ถ้าหากเสียงมีความถี่ต่ำ ลักษณะการสั่นสะเทือนช้า จะส่งผลให้มีระดับเสียงต่ำ
1.2 ความสั้น-ยาวของเสียง (Duration) เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งของการกำหนดลีลา จังหวะ การสร้างความสั้น-ยาวของเสียง อาจสังเกตได้จากลีลาการกรอระนาดเอก ฆ้องวง ส่วนซออาจแสดงออกมาในลักษณะของการลากคันชักยาวๆ
1.3 ความเข้มของเสียง (Intensity) ความเข้มของเสียงเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของความหนักเบาของเสียง ความเข้มของเสียงจะช่วยให้เสียงมีลีลาจังหวะที่สมบูรณ์ ในกรณีของดนตรีไทยจะปรากฏอย่างเด่นชัดในเพลงเชิดจีน
1.4 คุณภาพของเสียง (Quality) เกิดจากคุณภาพของแหล่งกำเนิดเสียงที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น วิธีการผลิตเสียง รูปทรงของแหล่งกำเนิดเสียง วัสดุที่ใช้ทำแหล่งกำเนิดเสียง เป็นต้น ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ทำให้ผู้ฟังสามารถแยกแยะสีสันของเสียงระหว่างเครื่องดนตรีเครื่องหนึ่งกับอีกเครื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจน

2. พื้นฐานจังหวะ (Element of Time) จังหวะในดนตรีไทยสามารถแยกพิจารณาได้ 2 ประเภท คือ
2.1 จังหวะภายใน เป็นจังหวะที่เกื้อหนุนและแฝงอยู่ในลีลาทำนอง ได้แก่ ความช้า-เร็ว (Tempo) ความหนัก-เบา (Accent) และลีลาจังหวะ (Rhythm)
2.2 จังหวะภายนอก เป็นจังหวะที่เสริมเพิ่มเติมจากจังหวะภายใน สามารถแยกได้จากลีลาของทำนอง เป็นจังหวะที่เพิ่มเติมให้กับลีลาทำนอง ทำให้มีสีสันมากขึ้น โดยมีเครื่องดนตรีประเภทใช้ทำจังหวะเป็นสื่อผลิตเสียง จังหวะภายนอกสามารถแยกเป็น 2 ประเภท คือ จังหวะฉิ่งและจังหวะหน้าทับ

3. ทำนอง (Melody) เป็นการจัดระเบียบของเสียงที่เกี่ยวข้องกับความสูง-ต่ำ ความสั้น-ยาว และความดัง-เบา คุณสมบัติเหล่านี้เมื่อนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของความช้า-เร็ว จะเป็นองค์ประกอบของดนตรีที่ผู้ฟังสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุด ทำนองของดนตรีไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ทำนองหลักและทำนองตกแต่ง
3.1 ทำนองหลัก เป็นเนื้อทำนองที่แท้จริงของเพลงไทย ในหมู่นักดนตรีไทยเรียกกันว่า “ลูกฆ้อง” อาศัยการประดิษฐ์ทำนองโดยยึดลีลาของทำนองฆ้องวงใหญ่เป็นหลัก
3.2 ทำนองตกแต่ง เป็นการประดิษฐ์ตกแต่ง ประดับประดาทำนองหลักหรือลูกฆ้องให้มีความไพเราะเหมาะสมกับเครื่องดนตรีแต่ละประเภท

4. พื้นผิวของเสียง (Texture) พื้นผิวในเชิงดนตรี หมายถึง ลักษณะหรือรูปแบบของเสียงทั้งที่ประสานสัมพันธ์และไม่ประสานสัมพันธ์ โดยอาจจะเป็นการนำเสียงมาบรรเลงซ้อนกันหรือพร้อมกัน ซึ่งอาจพบทั้งในแนวตั้งและแนวนอนตามกระบวนการประพันธ์เพลง ผลรวมของเสียงหรือแนวทั้งหมดเหล่านั้น จัดเป็นพื้นผิวตามนัยของดนตรีทั้งสิ้น ลักษณะรูปแบบพื้นผิวของเสียงมีอยู่หลายรูปแบบ ดังนี้
4.1 Monophonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่มีแนวทำนองเดียว ไม่มีเสียงประสาน
4.2 Polyphonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่ประกอบด้วยแนวทำนองตั้งแต่สองแนวทำนองขึ้นไป และสามารถประสานกลมกลืนไปด้วยกัน
4.3 Homophonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่ประสานด้วยแนวทำนองเดียว โดยมีกลุ่มเสียง (Chords) ทำหน้าที่สนับสนุน
4.4 Heterophonic Texture เป็นรูปแบบของแนวเสียงที่มีทำนองหลายทำนอง แต่ละแนวมีความสำคัญเท่ากันทุกแนว ซึ่งอาจจะบรรเลงโดยระนาดเอก ระนาดทุ้ม ขลุ่ย ต่างมีอิสระในการสร้างลีลาของทำนองตามธรรมชาติของเครื่องดนตรีแต่ละเครื่อง แต่ต้องอยู่ในกรอบของทำนองหลัก (ลูกฆ้อง) ร่วมกัน

5. สีสันของเสียง (Tone Color) หมายถึง คุณลักษณะของเสียงที่แตกต่างกัน แหล่งกำเนิดเสียงดังกล่าวเป็นไปได้ทั้งที่เป็นเสียงร้องของมนุษย์และเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ความหลากหลายด้านสีสันของเสียงประกอบด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันหลายประการ เช่น วิธีการบรรเลง วัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรี รูปทรง ขนาด เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อสีสันของเสียงเครื่องดนตรี ทำให้เกิดคุณลักษณะของเสียงที่แตกต่างกันออกไป

6. คีตลักษณ์ (Forms) หมายถึง รูปแบบของเพลง เปรียบเสมือนกรอบที่หลอมรวมเอาจังหวะ ทำนอง พื้นผิว และสีสันของเสียงให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพลงที่มีขนาดสั้น-ยาว วนกลับไปมา ล้วนเป็นสาระสำคัญของคีตลักษณ์ทั้งสิ้น